หน้าหลัก
หมวด :: ศาสนทายาท
การอุปสมบท
- นิกาย
- แบบ อุกาสะ
- แบบ เอสาหัง
- พิธีกรรมแรกของภิกษุใหม่
- การบรรพชา : บวชเณร
- การบวชชี, ชีพราหมณ์
- อุบาสก, อุบาสิกา



มะนุสโสสิ๊     ---     อามะ ภันเต

เป็นคำตอบยืนยันว่าตัวเรา "เป็นมนุษย์" เป็นการเริ่มต้นห่างจากความวุ่นวาย สับสน และวกวน ของความเป็น "คน"

คำว่า "มนุษย์" นั้น คือผู้ที่มีใจอันประเสริฐ..... คุณธรรมที่เป็นปกติของมนุษย์ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไปก็คือศีล ๕
บุคคลที่ไม่มีศีล ๕ ไม่เรียกว่ามนุษย์ แต่อาจจะเรียกว่า "คน" ซึ่งแปลว่า "ยุ่ง"

ลูกผู้ชายต้องบวช
เริ่มปลงผม จัดขบวนเวียนขวา ๓ รอบ
เราทุกคนที่เกิดมาย่อมถือได้ว่า เราได้เคยสร้างบุญสร้างกุศลสะสมเอาไว้แต่ชาติก่อน อย่างน้อยเราต้องมีศีล ๕ อยู่ในใจของเรา เป็นทุนเดิม เราจึงสามารถ มาเกิดเป็นคนได้ ซึ่งนับว่าเราทุกคนโชคดีมากแล้วที่ได้เกิดมา และถ้าได้เกิดมาเป็นลูกผู้ชาย อีกทั้ง เกิดมาภายใต้พระพุทธศาสนา ก็นับว่าชีวิตเรายิ่งโชคดีเป็นทวีคูณ ฉะนั้นเราควรจะ ภูมิใจ ที่เรามีบุญกุศล และเคยเป็นผู้มีศีลมาแล้ว ในชาตินี้เราก็ควรที่จะสร้างบุญบารมีของเรา ให้มากขึ้นเพื่อเป็นอริยทรัพย์เก็บไว้เป็นทุนในชาติต่อไป สิ่งหนึ่งที่ลูกผู้ชายต้องทำก็คือ "การบวช"

"ในทางโลก" ถือว่าการบวชเป็นธรรมเนียมประเพณีของชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการสืบสานต่ออายุของพระพุทธศาสนา อีกทั้งเป็นที่สุดของความปรารถนาของพ่อและแม่ที่อยากเห็นลูกชายของตน ได้ห่มผ้าเหลือง อันเป็นเครื่องหมายของการเป็นศาสนทายาท และได้ศึกษาเรียนรู้หลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีศีลธรรมประจำใจและเป็นคนดีในภายภาคหน้า...

ส่วน "ในทางธรรม" การได้บวชเป็นการสร้างบุญกุศลเพื่อ ตนเองและผู้ที่เป็นพ่อแม่ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะอยู่หรือล่วงลับไปแล้วก็ตาม
เพราะมีอานิสงส์เพียงอย่างเดียว ที่พ่อแม่ได้รับโดยไม่ต้องโมทนาก็คือการบวช ในโอกาสนี้จึงได้นำคำสอนของหลวงพ่อที่กล่าวถึง
"อานิสงส์" ของการบวช มาให้ทราบเพื่อเป็นการยืนยันให้เกิดความมั่นใจในกุศลผลบุญนั้น

นิกายในพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนาในประเทศไทยได้แบ่งนิกายออกเป็น ๒ นิกาย คือ "ธรรมยุตินิกาย" และ "มหานิกาย" แต่ถ้าจะเรียกว่าแยกเป็น นิกาย ผู้ที่ ไม่เข้าใจก็จะรู้สึกว่าแตกต่างกัน ทั้งที่ต่างก็มีองค์สมเด็๋จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาองค์เดียวกัน ต่างกันอยู่ที่ข้อวัตรปฏิบัติ แต่ถ้าจะถือการมองอย่างผิวเผิน และมองว่า นิกายนั้นเป็นธรรมยุติ นิกายนี้เป็นมหานิกาย โดยมองหาข้อแตกต่าง เพียงอย่างเดียว ก็อาจมีผลต่อจิตใจที่ยึดมั่นในศรัทธาต่อนิกายหนึ่งนิกายใด และในที่สุดก็อาจจะลืมไปว่าธรรมะของพระพุทธองค์ ไม่มีการแบ่งแยกเป็นนิกายใดนิกายหนึ่ง มีแต่ให้ทุกคนสร้างกรรมดี ละกรรมชั่ว และปล่อยวางตัวตนอันเป็นกิเลสขัดขวางจากการหลุดพ้น

ดังคำกล่าวที่ว่า "...นิกายมหานิกายนั้น ถ้าจะกล่าวถึง..การปฏิบัติ หรือ เจริญสมาธินั้น มักจะเป็นไปในแบบ สมถกรรมฐาน ใช้การข่ม จิตใจของตนให้เป็นสมาธิ โดยไม่นึกถึงสิ่งใด...วิธีนี้จะได้ญาณแก่กล้า..แต่หากออกจากสมาธิแล้ว จิตที่ยังเป็นกิเลสนั้นก็ยังคงมีอยู่ หรือกลับมาได้

แต่ในนิกายธรรมยุตนั้น..เป็นนิกายที่ใช้การ วิปัสนากรรมฐาน เป็นการสอนให้เรานึกมองย้อนถึงตัวตนเราจริงๆ แก้กิเลส ตัดออกทีละนิด ไปจนหมดสิ้น.. มองดูตนเองว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร มาบวชเพื่ออะไร.. จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องนำเอามาเปรียบเทียบกัน.. ศีลอันมี ทั้งสิ้น ๒๒๗ ข้อปฏิบัตินั้น.. หากเพียงเราทุกท่านปฏิบัติเพียงองค์เดียวก็จักเห็นทางที่ถูกต้องได้นั้น คือ ใจ...เจริญในพร...


(โดย พระ ชัย ธัมมสโร, ที่มา : http://board.palungjit.com/)


การอุปสมบท

การอุปสมบท

     
       หมายถึง การบวชเป็นพระ ซึ่งในพุทธบัญญัติท่านกำหนดไว้ว่า ผู้บวชจะต้องมีอายุ ๒๐ ปีขึ้นไป และจะต้องถือศีล ๒๒๗ ข้อ การประกอบพิธีกรรมนี้ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า จะต้องกระทำภายในพระอุโบสถหรือในโบสถ์เท่านั้น ทั้งนี้ประกอบด้วยหมู่คณะสงฆ์ จำนวน ๒๘ รูป มีพระอุปัชฌาย์ ๑ พระกรรมวาจาจารย์ ๑ และพระอนุสาวนาจารย์ ๑ (เรียกว่าพระคู่สวด) อีก ๒๕ รุป เรียกว่าพระอันดับ (มีเพียง ๑๐ รูปขึ้นไป ไม่ถึง ๒๕ รูปก็ใช้ได้) การอุปสมบทในพระพุทธศาสนาที่ใช้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนปัจจุบัน มี ๓ ประเภท ได้แก่

๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา
เป็นการบวชที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้บวชให้ด้วยพระองค์เอง โดยการตรัสว่า "จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเราได้แสดงไว้ดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำให้สิ้นทุกข์โดยชอบเถิด"การอุปสมบทแบบนี้ทรงประทานแก่ พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นท่านแรก จึงถือว่าท่านเป็นปฐมสาวกหรือเป็นปฐมภิกษุในพระพุทธศาสนา

๒. ติสรณคมนูปสัมปทา
เป็นการบวชโดยพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์สาวกทำการอุปสมบทให้ โดยให้ผู้ต้องการอุปสมบทปลงผม นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ และเปล่งวาจาแสดงตนถึงไตรสรณคมน์ต่อหน้าพระสงฆ์ ผู้นั้นก็เป็นภิกษุโดยสมบูรณ์ ส่วนใหญ่พิธีนี้กระทำขึ้นในช่วงต้นพุทธกาล เมื่อพระสงฆ์ยังมีไม่มากนัก แต่ปัจจุบันพิธีนี้ถูกนำมาใช้ใน การบรรพชา เป็นสามเณร

๓. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา
เมื่อพระพุทธศาสนาแพร่หลายมากขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาว่าการบวชโดยวิธีทั้ง ๒ อย่างนั้น ไม่สามารถที่จะยังกิจของสงฆ์ให้ลุล่วงไปด้วยดีได้ พระองค์จึงทรงบัญญัติระเบียบในการอุปสมบทใหม่ โดยทรงมอบให้พระสงฆ์เป็นใหญ่ในการอุปสมบท โดยมีคณะสงฆ์อย่างน้อย ๕ รูป สวดประกาศ และยอมรับในหมู่คณะสงฆ์แล้ว การอุปสมบทนั้นเป็นอันสมบูรณ์ วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ปัจจุบันพุทธศาสนาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น ๒ นิกาย คือ ธรรมยุตินิกาย และ มหานิกาย ฉะนั้นผู้ที่จะมีความประสงค์จะอุปสมบทเข้าในพระพุทธศาสนา ควรจะทราบความต้องการของตัวเราเองก่อนว่าจะอุปสมบทแบบใด เพราะ "คำกล่าวขออุปสมบท" (คำขานนาค) ไม่เหมือนกัน เช่น ฝ่ายมหานิกาย จะใช้การอุปสมบทแบบ "อุกาสะ" ส่วนฝ่ายธรรมยุติ จะใช้แบบ
"เอสาหัง" ทั้งสองแบบนี้ที่จริงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะมีข้อวัตรปฏิบัติ และรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ เหมือนกัน


คงต้องขึ้นอยู่กับอุปนิสัยของผู้อุปสมบทมากกว่า เช่น ถ้าชอบความเงียบสงบ ชอบอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ (ตามป่า ตามเขา) ก็อยู่
ธรรมยุติ ...แต่ถ้าชอบอยู่ใกล้ตัวเมือง จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็ขอให้อยู่มหานิกาย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นอดีต, ปัจจุบัน และในอนาคต
"พระอริยสงฆ์ " ย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งในฝ่าย ธรรมยุติ และมหานิกาย


การบรรพชา - อุุปสมบท
แบบบอุกาสะ แบบเอสาหัง