ชี
คำว่า ชี เป็นคำภาษาสันสกฤต แปลว่า ท่านผู้เจริญ
เดิม "ชี" เป็นคำที่ใช้เรียกนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนา ปัจจุบันใช้เรียกอุบาสิกาที่นุ่งขาวห่มขาว โกนคิ้ว โกนผม ถือศีลเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา และใช้เรียกนักบวชหญิง ในศาสนาคริสต์บางนิกายด้วย การที่เรียกอุบาสิกาว่า ชี สันนิษฐานว่า เมื่อหมดภิกษุณีแล้ว หญิงที่มีศรัทธา ปรารถนาจะบวชสืบต่อ พระศาสนาบ้างก็หมดโอกาส ผู้หญิงจึงโกนคิ้ว โกนผม นุ่งขาวห่มขาว สมาทานศีล ๘ แล้วอนุโลมเรียกว่า บวช การบวชชีไม่มีพระอุปัชฌาย์เหมือนบวชพระภิกษุหรือบวชเณร และไม่มีพิธีอันเป็นหลักทางวินัย มีแต่ธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมา

การบวชชี
ผู้ที่ต้องการบวชชี ต้องปลงผม โกนคิ้ว ให้เรียบร้อย ผลัดเครื่องนุ่งห่มเป็นชุดขาว แล้วนำเครื่องสักการะ ไปขอให้พระภิกษุผู้ที่จะถือเอาเป็นอาจารย์บวชให้ จากนั้นให้ผู้บวชกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง นั่งประนมมือเปล่งวาจาบูชาพระรัตนตรัย
แล้วกล่าวคำขอบวช ดังนี้

บูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
(พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง)
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
(ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)
(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
(พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว)
ธัมมัง นะมัสสามิ
(ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม)
(กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
(พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว)
สังฆัง นะมามิ
(ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์)
(กราบ)


นะมะการคาถา

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ
(ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.)

(๓ ครั้ง)

คำขอบวชชี

      เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ,
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ปัพพัชชัง มัง ภันเต,
สังโฆธาเรตุ, อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง, สะระณัง คะตัง
.

(ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานนานแล้ว
กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก
ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นผู้บวชในพระธรรมวินัย ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป)


คำอาราธนาศีล ๘

มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ  มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิมะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ

(ถ้าคนเดียวว่า อะหัง แทน มะยัง   และ ยาจามิ แทน ยาจามะ)



จากนี้ให้กล่าวไตรสรณาคมน์และสมาทานศีล ๘
(ว่าตาม ดังนี้)

ไตรสรณาคมน์
 พุทธังสะระณังคัจฉามิ
 ธัมมังสะระณังคัจฉามิ
 สังฆังสะระณังคัจฉามิ
    
ทุติยัมปิพุทธังสะระณังคัจฉามิ
ทุติยัมปิธัมมังสะระณังคัจฉามิ
ทุติยัมปิสังฆังสะระณังคัจฉามิ
    
ตะติยัมปิพุทธังสะระณังคัจฉามิ
ตะติยัมปิธัมมังสะระณังคัจฉามิ
ตะติยัมปิสังฆังสะระณังคัจฉามิ

(พระท่านว่า)
ติสะระณะ คะมะนัง นิฏฐิตัง

(รับว่า)
อามะ ภันเต.



คำสมาทานศีล
๑.ปาณาติปาตา  เวระมะณี  สิกขาปะทัง  สะมาทิยามิ
 (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า)
๒.อะทินนาทานา  เวระมะณี  สิกขาปะทัง  สะมาทิยามิ
 (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากลัก, ฉ้อ ของผู้อื่นด้วยตนเองและไม่ใช้ให้ผู้อื่นลัก ฉ้อ)
๓.อะพรัหมะจะริยา  เวระมะณี  สิกขาปะทัง  สะมาทิยามิ
 (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์)
๔.มุสาวาทา  เวระมะณี  สิกขาปะทัง  สะมาทิยามิ
 (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากพูดเท็จ คำไม่เป็นจริง และคำล่อลวงอำพรางผู้อื่น)
๕.สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา  เวระมะณี  สิกขาปะทัง  สะมาทิยามิ
 (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการดื่มกินสุรา และเมรัย เครื่องดองของทำใจให้คลั่งไคล้ต่างๆ)
๖.วิกาละโภชะนา  เวระมะณี  สิกขาปะทัง  สะมาทิยามิ
 (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล)
๗.นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ
 มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี  สิกขาปะทัง  สะมาทิยามิ
 (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากดู ฟัง ฟ้อนรำ ขับร้องและประโคมเครื่องดนตรีต่างๆ
และทัดทรงตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับและดอกไม้ของหอม เครื่องทาเครื่องย้อม ผัดผิวให้งามต่างๆ)
๘.อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา  เวระมะณี  สิกขาปะทัง  สะมาทิยามิ
 (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากนั่งนอนเหนือเตียง ตั่ง มีเท้าสูงเกินประมาณ
และที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่ ภายในใส่นุ่นและสำลี อาสนะอันวิจิตรไปด้วยลวดลายงามด้วยเงินทองต่างๆ)

อิมานิ   อัฏฐะ   สิกขาปะทานิ   สะมาทิยามิ
อิมานิ   อัฏฐะ   สิกขาปะทานิ   สะมาทิยามิ
อิมานิ   อัฏฐะ   สิกขาปะทานิ   สะมาทิยามิ


          

          *ที่มา : จากหนังสือมนต์พิธี ของพระครูอรุณธรรมรังษี (เอี่ยม สิริวณฺโณ) หน้า ๒๑๘-๒๒๐
ชีพราหมณ์ (เนกขัมมะ)

                เนกขัมมะ : การออกจากกาม, การออกบวช, ความปลอดโปร่งจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน  (พระเทพเวที(ประยุทธ์ ปยุตโต) ๒๕๔๓ : ๑๓๐)
                ชีพราหมณ์ เป็นคำที่ใช้เรียก อุบาสิกาที่นุ่งขาวห่มขาว ตั้งใจรักษาศีลปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดเช่นเดียวกับชี แต่ไม่ได้โกนผมโกนคิ้วอย่างชี ฉะนั้นชีพราหมณ์จึงไม่ใช่ชี และไม่ใช่พราหมณ์ ...การบวชชีพราหมณ์เป็นวิธีการ ที่จะช่วยให้อุบาสิกาที่ปรารถนาจะฝึกปฏิบัติสมาธิ ฟังธรรม และพักอยู่ที่วัดตามกำหนดระยะเวลาที่ต้องการ เช่น อาจจะเป็น ๓ วันบ้าง, ๕ วันบ้าง, หรือ ๗ วัน เพื่ออยู่ปฏิบัติธรรมให้มีความสงบ และรู้สึกว่าได้ละทิ้งบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติมาจริงๆ

                แต่เนื่องจากอุบาสิกาเหล่านั้นไม่ต้องการโกนผม โกนคิ้ว จึงหาคำเรียกที่เลี่ยงไปว่าเป็น "ชีพราหมณ์" ทั้งนี้เพื่อให้แตกต่างจากคำที่ใช้เรียกชีโดยทั่วไป การที่อุบาสิกาเหล่านี้มีความตั้งใจรักษาศีล ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง บางท่านจึงเรียกว่า ศีลจาริณี แปลว่า หญิงผู้รักษาศีล

การบวชชีพราหมณ์ (เนกขัมมะ)

        
ผู้ที่ต้องการบวชศีลจาริณี (ชีพราหมณ์) ควรเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มเป็นชุดขาว แล้วนำเครื่องสักการะ เข้าไปหาพระภิกษุเพื่อสมาทานศีล จากนั้นให้ผู้บวชกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง
นั่งประนมมือเปล่งวาจาบูชาพระรัตนตรัย แล้วกล่าวคำขอบวช ดังนี้

บูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
(พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง)
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
(ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)
(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
(พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว)
ธัมมัง นะมัสสามิ
(ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม)
(กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
(พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว)
สังฆัง นะมามิ
(ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์)
(กราบ)


นะมะการคาถา

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ
(ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.)

(๓ ครั้ง)

คำขอบวชศีลจาริณี (ชีพราหมณ์)

เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ,
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ธัมมะจารินิง มัง สังโฆ ธาเรตุ,
อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระณัง คะตัง
.

ทุติยัมปาหัง เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ,
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ธัมมะจารินิง มัง สังโฆ ธาเรตุ,
อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระณัง คะตัง
.

ตะติยัมปาหัง เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ,
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ธัมมะจารินิง มัง สังโฆ ธาเรตุ,
อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระณัง คะตัง
.

จากนั้น ผู้ขอบวชชีพราหมณ์ พึงกล่าว

คำอาราธนาศีล ๘
ไตรสรณาคมน์
สมาทานศีล
(เช่นเดียวกับการขอบวชชี)


          

ภาพน่ารักและน่าชื่นใจของแม่ชีน้อย อายุ ๕ ขวบ...สาธุ
ที่มา : ภาพจาก http://play.kapook.com/photo/show-87912

คำลาสิกขาแม่ชี
ปัณฑะรังคะ ปัพพะชิตะ อัฏฐะสิกาขาปะทานิ ปัจจักขามิ คิหีติ มัง ธาเรถะ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าขอลาสิกขาบททั้ง ๘, จากนักบวชผู้นุ่งขาวห่มขาว, ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า,
เป็นคฤหัสถ์, ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


จากนั้นพึงกราบลง ๓ ครั้ง แล้วกล่าวคำอาราธนาศีล ๕ พระอาจารย์จะให้ศีลต่อไป


คำอาราธนาศีล ๕ (ศีลของฆราวาส)
อะหัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามิ


(ถ้าหลายคนเปลี่ยนคำว่า อะหัง เป็น มะยัง และ ยาจามิ เป็น ยาจามะ)